
ที่นอนกันไรฝุ่นได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เพราะคนหันมาให้ความใส่ใจกับเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีอาการแพ้ฝุ่นหรือเป็นโรคภูมิแพ้ที่ไวต่อการสัมผัสหรือการสูดดม เมื่อได้รับสิ่งกระตุ้นจากไรฝุ่นบนที่นอน ผ้าห่ม หรือหมอน จึงทำให้มีอาการแพ้หรือภูมิแพ้กำเริบง่าย เราจึงจะพาไปทำความรู้จักที่นอนแบบกันไรฝุ่นกันว่ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยได้จริงไหม และทำไมถึงเหมาะสำหรับคนแพ้ง่าย?
ที่นอนกันไรฝุ่นจำเป็นอย่างไร ช่วยเรื่องอะไรได้บ้าง ?
- ช่วยลดการสะสมของไรฝุ่น ที่นอนกันไรฝุ่นออกแบบมาให้สามารถป้องกันการฟุ้งกระจายตัวของไรฝุ่นได้เป็นอย่างดีด้วยการถักทอที่แน่นหนา ทำให้ตัวไรฝุ่นและมูลไรฝุ่นไม่สามารถฟุ้งกระจายออกมารบกวนได้
- ช่วยลดอาการภูมิแพ้และหอบหืด ผู้ที่มีปัญหาเรื่องหอบหืดหรือโรคภูมิแพ้มักไวต่อสิ่งกระตุ้นในอากาศ เช่น ไรฝุ่นจากที่นอนที่ฟุ้งกระจายเวลานอนหรือพลิกตัว ทำให้หายใจไม่สะดวก บางรายมีอาการแพ้ มีผื่นคันตามผิวหนัง ไอ จาม หายใจลำบากในเวลากลางคืน
- ช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้ ที่นอนกันไรฝุ่นไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่เป็นภูมิแพ้เท่านั้น เพราะคนทั่วไปก็สามารถหาซื้อมาใช้กันได้ เพื่อช่วยป้องกันการฟุ้งกระจายของไรฝุ่น โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ เพราะหากสัมผัสหรือสูดดมไปนาน ๆ จะทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ได้
- ช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น ช่วยลดอาการแพ้ต่าง ๆ ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น หายใจสะดวก ไม่ระบายเคืองผิวหนัง ทำให้ไม่ต้องตื่นกลางดึกบ่อย ๆ จากอาการแพ้ที่มากวนใจ
ที่นอนกันไรฝุ่นช่วยได้จริงไหม? ทำไมถึงจำเป็นสำหรับคนแพ้ง่าย ?
ที่นอนกันไรฝุ่นสามารถช่วยลดการเกิดโรคภูมิแพ้ได้จริง เพราะตัวไรฝุ่นหรือมูลไรฝุ่นเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคภูมิแพ้ ชุดเครื่องนอนกันไรฝุ่นอย่าง ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น ปลอกหมอนกันไรฝุ่น ผ้าคลุมเตียงกันไรฝุ่น จึงเปรียบเหมือนเกราะป้องกันที่ช่วยป้องกันการฟุ้งกระจายของไรฝุ่นและมูลไรฝุ่นที่สะสมอยู่บนที่นอนและหมอน ช่วยลดสิ่งกระตุ้นต่อระบบทางหายใจ เพราะคนกลุ่มนี้จะไว้ต่อสารก่อภูมิแพ้ที่กระจายอยู่ในอากาศ
สรุปได้ว่า การเลือกใช้ที่นอนกันไรฝุ่นนั้นสามารถช่วยลดการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้จริง เพราะช่วยป้องกันการฟุ้งกระจายตัวของไรฝุ่นได้ดี แต่ทั้งนี้ก็ควรทำความสะอาดที่นอนอย่างถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ เพราะการซักที่นอนเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดตัวไรฝุ่นหรือมูลไรฝุ่นได้ ควรซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่มด้วยโหมดน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ตากแดดให้แห้งสนิทหรือใช้เครื่องอบผ้าด้วยความร้อนเพื่อช่วยกำจัดตัวไรฝุ่น และมูลหรือไข่ของไรฝุ่น เพื่อป้องกันไรฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ
